ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าเมื่อตัวเลขยอดขายปลีกหดตัวสร้างความกังวลให้กับไตรมาส 4

ตลาดหุ้นและฟอเร็กซ์ปรับตัวลดลงเมื่อวานนี้หลังจากรายงานตัวเลขยอดขายปลีกของสหรัฐฯ ลดลง การใช้จ่ายของผู้บริโภคในเดือนตุลาคมโตขึ้นเพียง 3% เท่านั้นเมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ที่ต้องการอีก 0.5% เพื่อให้ได้ชื่อว่าสามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้ การหดตัวของตัวเลขยอดขายปลีกครั้งนี้เพิ่มความกังวลให้กับตลาดไปอีกสองเดือนหน้าว่าตัวเลขดังกล่าวจะออกมาหดตัวต่อเนื่องหรือไม่ ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นทั่วทั้งประเทศ ภาครัฐก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ อย่างชัดเจนจนทำให้บางรัฐต้องพึ่งพาตัวเองในควบคุมการแพร่ระบาดเช่นไม่ให้ร้านอาหารรับบริการลูกค้าและธุรกิจบางประเภทไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้

แม้บริษัทผู้ผลิตยาจะเร่งมือในการผลิตวัคซีนต้านโควิดอย่างสุดกำลัง แต่จากที่ประเมินแล้วอย่างเร็วที่สุดที่ผู้ผลิตวัคซีนจะสามารถแจกจ่ายไปให้อย่างทั่วถึงได้อาจต้องรอไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2021 ซึ่งหมายความว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่สามอาจไม่เกิดขึ้นเลยในไตรมาสที่สี่ เมื่อวานนี้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ได้ออกมาเตือนว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตอนนี้กำลังเผชิญความเสี่ยงเมื่อภาครัฐไม่ตัดสินใจควบคุมโรคอย่างชัดเจน รายงานตัวเลขยอดขายปลีกดังกล่าวส่งให้กราฟUSD/JPY ลงไปสร้างจุดต่ำสุดเป็นวันที่สี่ติดต่อกัน ต่อให้วันนี้รายงานตัวเลขที่อยู่อาศัย และการอนุญาตก่อสร้างจะดีขึ้น แต่เราเชื่อว่าความต้องการถือครองดอลลาร์จะไม่เพิ่มขึ้นตามเนื่องจากความกลัวของนักลงทุนที่มีต่อสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดในยุโรปเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อได้เห็นตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อชะลอตัวซึ่งหมายความว่าล็อกดาวน์อย่างจริงจังนั้นได้ผล ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในประเทศเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ในที่สุดก็ลดลง บางประเทศอย่างเช่นเบลเยียมมีการลดลงอย่างน่าประทับใจเพราะในวันที่ 30 ตุลาคมเบลเยียมได้รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อใหม่ภายในวันเดียวเกือบ 30,000 ราย แต่ล่าสุดมีรายงานว่าพบเพียง 4,600 รายเท่านั้น ช่วงก่อนหน้านี้ประเทศเยอรมันเคยรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อมากสุด 23,000 คน แต่มาวันนี้ตัวเลขดังกล่าวลดลงจนเข้าใกล้หลัก 10,000 คนแล้ว แม้จะยังเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อที่สูงอยู่ แต่ก็หมายความว่ายุโรปได้ดำเนินการตามมาตรฐานการควบคุมโรคมาถูกทางแล้ว

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสกุลเงินยูโรเทียบดอลลาร์ยังคงยึดระดับราคา 1.18 เอาไว้เป็นฐานที่มั่นได้อย่างเหนียวแน่น เหตุผลหลักมีเพียงเรื่องเดียวคือมาตรการควบคุมโควิดของทั้งสองทวีปที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ทำท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณได้แต่ฝั่งยุโรปกลับกำลังจะได้เห็นตัวเลขนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามยุโรปก็ต้องยอมรับความจริงว่าพวกเขาจะได้เห็นรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจของเดือนพฤศจิกายนที่จะรายงานในเดือนหน้าหดตัวจากการล็อกดาวน์ทั่วทั้งประเทศซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางแห่งสหภาพยุโรป (ECB) ตัดสินใจผ่อนคลายการเงินนโยบายบางอย่างลงมาจริงๆ ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงเงียบและไม่พูดถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่สองเลย

สกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อวานนี้ตกเป็นของสกุลเงินปอนด์ มีรายงานจากสำนักข่าวเดอะ ซันที่พูดถึงความเป็นไปได้เกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปในสัปดาห์หน้า แม้ว่าการเจรจาในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับ Brexit จะมีความคืบหน้าน้อยมาก แต่การแข็งค่าของสกุลเงินปอนด์สะท้อนให้เห็นความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าพวกเขายังหวังจะได้เห็นสัญญาที่ตกลงกันได้จากทั้งสองฝ่ายภายในสิ้นปีนี้ นักลงทุนยังชอบแถลงการณ์จากผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ที่บอกว่าข่าวดีเรื่องวัคซีนช่วยให้ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น การรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหราชอาณาจักรในวันนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวเลขที่ดีขึ้นเพราะก่อนหน้านี้รายงานตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคออกมาดีและการตัดสินใจไม่เปลี่ยนแปลงตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อของ BoE คือสัญญาณความแข็งแกร่งของสกุลเงินปอนด์

ในขณะเดียวกันสกุลเงินทั้งสามอย่างดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และดอลลาร์แคนาดา อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ รายงานการประชุมของธนาคารกลางออสเตรเลียแสดงให้เห็นว่า RBA พร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยการซื้อบอนด์เพราะ RBA ไม่เห็นประโยชน์ของการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แม้นิวซีแลนด์จะมีรายงานตัวเลขในภาคบริการที่ดีขึ้นแต่ตลาดหุ้นนิวซีแลนด์ถูกเทขายเนื่องจากนักลงทุนต้องการปิดคำสั่งซื้อขายเพื่อทำกำไร ดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงเพราะตัวเลขที่อยู่อาศัย เริ่มสร้างหดตัว แต่ถ้าวันนี้ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของแคนาดาสามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ได้ ก็อาจทำให้ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นและกราฟUSD/CAD จะปรับตัวลดลง

Related post