ปรับพอร์ตหลังเลือกตั้งสหรัฐ กับ &สองเรื่องที่ไม่เปลี่ยนไป& และ &สองเรื่องที่เปลี่ยนแปลง

ในระหว่างที่นักลงทุนส่วนใหญ่กำลังติดตามผลเลือกตั้งสหรัฐปี 2020 ที่สูสีและตื่นเต้นที่สุดครั้งนี้อยู่ หลายคนก็เริ่มตั้งคำถามว่าเราต้อง “ปรับพอร์ต” รับมือกับความไม่แน่นอนที่สูง หรือนโยบายเศรษฐกิจที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ อย่างไรแต่ไม่ทันที่เราจะตั้งตัว การตอบรับล่าสุดของตลาดก็กลับเป็นไปในทาง “บวก” กับแทบทุกสินทรัพย์ จนความ “ไม่กล้าเสี่ยง” ของนักลงทุนกลับกลายเป็นต้นทุนไปเสียแล้วอาการ “กลัวตกรถ” คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนักลงทุนทั่วโลกในตอนนี้ แม้นักลงทุนที่ประสบการณ์สูงจะรู้ตัวว่าภาวะดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเสี่ยงมากกว่าโอกาส แต่การที่ทุกสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นก็ยากที่จะทำเป็นไม่สนใจอย่างไรก็ดี สำหรับการสร้างความมั่งคั่งและลงทุนระยะยาว สิ่งสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุน ไม่ควรเกิดขึ้นแค่จากผลการเลือกตั้งสหรัฐว่าจะเปลี่ยนแปลงมุมมองเศรษฐกิจไปในทิศทางไหน แต่ควรต้องคิดไปพร้อมกับ ระดับราคา อารมณ์ของตลาด ตำแหน่งของแต่ละสินทรัพย์ในปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนที่คาดว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตหลังการเลือกตั้งพร้อมกันด้วยเมื่อเราเรียงลำดับความคิดให้ดี จะพบว่าในโลกของการลงทุนมี “สองเรื่องสำคัญที่ไม่เปลี่ยนไป” และมีเพียง “สองเรื่องสำคัญที่เปลี่ยนแปลง”อย่างมีนัยจากการเลือกตั้งในสหรัฐครั้งนี้ประเด็นแรก คือทิศทางของยีลด์ทั่วโลก “ไม่เปลี่ยน” และตลาดเชื่อว่าดอกเบี้ยกับผลตอบแทนของตราสารหนี้จะอยู่ในระดับต่ำอย่างนี้ต่อไปอีกนานเห็นได้ชัดจากล่าสุดที่บอนด์ยีลดสหรัฐอายุสองปีและสิบปีแทบไม่ไปไหน ปัจจุบันซื้อขายในระดับต่ำเป็นประวัติศาสตร์ที่ 0.15% และ 0.85% ตามลำดับ ตอกย้ำด้วยการที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ 0.00-0.25% ในวันถัดมา ชี้ว่าผลตอบแทนจากบอนด์คงไม่มีทางสูงขึ้นเร็ว ๆ นี้ และจะเป็นสิ่งที่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” ต่อไปอีกซักพักหลังการเลือกตั้ง นักลงทุนจึงยังควร “ลด” ลงทุนแบบเน้นรายได้ และตั้งใจมองหาการลงทุนที่เติบโตมาแทนที่ก่อนแต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องระวังสิ่งที่การเลือกตั้ง “ไม่สามารถเปลี่ยนได้” อย่างที่สอง ซึ่งคือระดับราคาของสินทรัพย์เสี่ยงเนื่องจากผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ นอกจากจะไม่มีพรรคการเมืองไหนสามารถกุมเสียงส่วนใหญ่ในสภาทั้งหมดไว้ได้แล้ว ยังแสดงให้เราเห็นอีกด้วยว่าชาวสหรัฐมีความแตกแยกทางอุดมการณ์อย่างชัดเจนประเด็นดังกล่าวจะทำให้การเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายขนาดใหญ่ เช่นการอัดฉีดเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการขาดดุลทางการคลังสูง หรือการแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจบางประเภท จะถูกต่อต้านเสมอจากฝั่งตรงข้ามจนเกิดขึ้นจริงได้ยากหมายความว่า หุ้นที่เน้นสร้างนวัตกรรมที่แพงก็จะแพงต่อไปจนกว่าจะมีการตอบรับของตลาดที่ดีในอนาคต ขณะที่หุ้นพื้นฐานที่ถูกก็ต้องรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้กลับมาให้ได้ด้วยตัวเองเสียก่อนดังนั้น จึงไม่ต้องรีบร้อนกลับเข้าลงทุนในหุ้นสหรัฐ แต่ควรเน้นปรับสมดุลพอร์ต ด้วยการผสมผสานหุ้นพื้นฐาน (Value) ควบคู่ไปกับหุ้นเติบโต(Growth) ให้มากขึ้น เพื่อรอวันให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากวิกฤติได้ก่อนส่วนเรื่องที่การเลือกตั้งครั้งนี้ “เปลี่ยน” ตลาดการเงินอย่างแรกคือสถานะการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของดอลลาร์ที่ลดบทบาทลงอย่างรวดเร็วแค่ย้อนกลับไปในเทียบกลางปีที่ผ่านมากับปัจจุบัน ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) ร่วงลงจากระดับ 100 จุดเหลือเพียง 92จุดไปเสียแล้ว โดยต่อให้การเลือกตั้งจะมีผลบวกกับนโยบายของพรรคเดโมแครต นักลงทุนก็เลือกที่จะเชื่อว่าสหรัฐจะมีการใช้นโยบายทางการคลังอย่างมหาศาล กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและในกรณีที่ไม่มีแรงหนุนจากการเลือกตั้ง นโยบายทางการเงินก็จะต้องผ่อนคลายลงอีกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และจะมีผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าได้อีกไม่ต่างกัน หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นทิศทางไหน เงินดอลลาร์ก็ถูกมองว่าต้องอ่อนค่าดังนั้น การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จึงดูน่าสนใจที่สุด เพราะมักเป็นสินทรัพย์ที่พื้นตัวได้เร็วในช่วงที่สกุลเงินท้องถิ่นแข็งค่า ขณะเดียวกัน นักลงทุนก็สามารถถือทองคำไว้เป็นสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มเติมได้ เพราะในอนาคตเรากำลังจะพบกับดอลลาร์ที่อ่อน และไม่มีสงครามการค้ามาสร้างความผันผวนอีกต่อไปและประเด็นสุดท้ายที่การเลือกตั้งสามารถ “เปลี่ยน” ได้คืออารมณ์ของนักลงทุน เพราะเมื่อเหตุการณ์สำคัญผ่านพ้นไปแล้ว “ความไม่แน่นอน” จะทยอยลดลงและความกล้าของนักลงทุนกำลังเพิ่มขึ้นชัดเจนที่สุดคือดัชนีวัดความกลัวอย่าง VIX Index ที่ปรับตัวสูงขึ้นผิดปรกติไปถึง 40จุด ในช่วงเลือกตั้ง และย่อตัวลงเหลือเพียง 24จุดเท่ากับก่อนเลือกตั้งในตอนนี้ ชี้ว่านักลงทุนเคยกลัวและเลิกกลัวไปแล้วโดยอารมณ์ของตลาดหลังความกลัว มักเป็นช่วงที่ตลาด “มีความหวัง” เป็นช่วงที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว ระดับราคาของสินทรัพย์ยังแพง แต่นักลงทุนกำลังเชื่อว่าอนาคตกำลังจะดีขึ้น มองย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1973 ช่วงมีความหวังของตลาด มักกินเวลาราว 9เดือนต่อรอบ และหุ้นสหรัฐมักให้ผลตอบแทนจากการตีมูลค่า (P/E Expansion) ที่สูงขึ้นถึงกว่า 40% ต่อปีโดยเฉลี่ยในช่วงนี้นักลงทุนจึงควร เพิ่มการลงทุนที่สามารถสร้างการเติบโตของพอร์ตให้มากขึ้นไปพร้อมกันด้วยถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านคงได้มุมมองในการปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับตลาดการเงินหลังการเลือกตั้งครั้งนี้บ้างไม่มากก็น้อยท้ายที่สุด สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอสำหรับการสร้างความมั่งคั่ง คืออย่าให้เหตุการณ์ระยะสั้นมีผลกระทบกับการลงทุนระยะยาวของเรามากเกินไป“การกระจายการลงทุน” และเลือกสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับภาพเศรษฐกิจระยะยาว จะทำให้เรากล้าลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและสุดท้าย ต้องไม่ลืมว่าความเสี่ยงของการสร้างความมั่งคั่ง ไม่ได้มีแค่การ “ขาดทุน” แต่การรับความเสี่ยงที่ต่ำเกินไป ก็สามารถทำให้เราเสี่ยงที่จะ “ไปไม่ถึงเป้าหมาย” ความมั่งคั่งที่เราต้องการด้วยเช่นกัน

Related post